รากเหง้าอันดำมืดเบื้องหลังภาพลักษณ์ทางศีลธรรมของกองทัพอิสราเอล
🎙️ เงาสีดำใต้ภาพลักษณ์กองทัพที่มีคุณธรรม: เจาะลึกรากเหง้าประวัติศาสตร์ที่ถูกลืมของ IDF
สวัสดีท่านผู้ฟังทุกท่าน ยินดีต้อนรับเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการวิเคราะห์เจาะลึกประวัติศาสตร์ในแง่มุมที่มักถูกละเลย หรืออาจกล่าวได้ว่าถูกทำให้เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์กระแสหลัก วันนี้เราจะมาร่วมกันถอดรหัสและทำความเข้าใจเกี่ยวกับหนึ่งในกองทัพที่มีอิทธิพลและตกเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน นั่นคือ กองกำลังป้องกันอิสราเอล หรือที่เรารู้จักกันในนาม IDF (Israeli Defense Forces)
ในโลกของการประชาสัมพันธ์และการสื่อสารยุคใหม่ ภาพลักษณ์ของ IDF มักถูกนำเสนอผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างเป็นระบบในฐานะ "กองทัพที่มีคุณธรรมที่สุดในโลก" หรือ The Most Moral Army มีการเน้นย้ำถึงความทันสมัย ความหลากหลายทางเพศ และการเคารพในหลักสิทธิมนุษยชนสากล ทว่า หากเราใช้แว่นตาทางประวัติศาสตร์มองย้อนกลับไปในช่วงเวลาก่อนปี ค.ศ. 1948 เราจะพบความจริงที่ซับซ้อนและย้อนแย้งอย่างยิ่ง ว่ารากเหง้าของกองทัพอันเกรียงไกรนี้ ไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นมาจากสถาบันทหารที่มีระเบียบวินัยของรัฐอธิปไตย หากแต่มีต้นกำเนิดมาจากกลุ่มติดอาวุธใต้ดินที่ดำเนินกิจกรรมในลักษณะจารกรรม ลอบสังหาร และการขับไล่ประชากรดั้งเดิมด้วยความรุนแรง
---
🎯 สามเสาหลักแห่งความรุนแรง: ก่อนการกำเนิดของ IDF
เพื่อความเข้าใจที่ถ่องแท้ เราต้องย้อนกลับไปในช่วงที่ดินแดนปาเลสไตน์ยังอยู่ภายใต้การปกครองในอาณัติของจักรวรรดิอังกฤษ ในช่วงเวลานั้น ขบวนการไซออนิสต์ซึ่งมีเป้าหมายในการสถาปนารัฐยิว ได้ก่อตั้งกลุ่มติดอาวุธลับขึ้นมาหลายกลุ่ม โดยมีกลุ่มหลักๆ สามกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางและปูทางไปสู่การจัดตั้งกองทัพในอนาคต
กลุ่มแรกคือ Hagana (ฮากานา) ซึ่งถือเป็นกลุ่มติดอาวุธที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและดำเนินนโยบายในลักษณะที่ดูเป็นสายกลางภายใต้การนำของ ดาวิด เบนกูเรียน ในระยะแรกกลุ่มนี้มุ่งเน้นไปที่การป้องกันตนเองและการรักษาความปลอดภัยให้แก่นิคมชาวยิว แต่ในเวลาต่อมา ฮากานากลับกลายเป็นแกนนำหลักในการดำเนินแผนการขับไล่และยึดครองพื้นที่จากชาวปาเลสไตน์
กลุ่มที่สองคือ Irgun (เออร์กัน) ซึ่งเป็นกลุ่มที่แยกตัวออกมาระหว่างทางเนื่องจากมองว่าแนวทางของฮากานานั้นประนีประนอมและอ่อนแอเกินไป กลุ่มเออร์กันเลือกใช้วิธีการที่รุนแรงและมุ่งเป้าโจมตีทั้งชาวอาหรับและเจ้าหน้าที่อังกฤษ จนถูกรัฐบาลอังกฤษประกาศให้เป็นกลุ่มก่อการร้ายอย่างเป็นทางการ
และกลุ่มสุดท้ายที่มีความสุดโต่งที่สุดคือ Lehi (เลฮี) หรือที่รู้จักกันดีในนาม Stern Gang กลุ่มนี้มีอุดมการณ์ชาตินิยมขวาจัดที่พร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อบรรลุเป้าหมาย ถึงขนาดที่เคยพยายามติดต่อกับระบอบนาซีเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อเสนอตัวเป็นพันธมิตรในการต่อต้านและขับไล่อังกฤษออกจากดินแดนปาเลสไตน์
---
🧠 อุดมการณ์ "Muscular Judaism" และแนวคิดกำแพงเหล็ก
การเคลื่อนไหวของกลุ่มติดอาวุธเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยฐานคิดทางปรัชญาและอุดมการณ์ที่เข้มข้น แนวคิดแรกคือ Muscular Judaism หรือยูดายผู้องอาจ ซึ่งเสนอโดย แมกซ์ นอร์ดัว นักคิดไซออนิสต์คนสำคัญ แนวคิดนี้พยายามปฏิวัติอัตลักษณ์ของชาวชาวยิวในยุโรปที่มักถูกกดขี่และมองว่าอ่อนแอ ให้กลายสภาพเป็นนักรบผู้แข็งแกร่งที่มือข้างหนึ่งถือปืนและอีกข้างหนึ่งไถหว่านผืนดิน
แนวคิดนี้ได้รับการต่อยอดและพัฒนาจนแหลมคมยิ่งขึ้นโดย เซฟ จาโบตินสกี ผู้ก่อตั้งลัทธิไซออนิสต์สายแก้ไข หรือ Revisionist Zionism เขาได้เขียนบทความเชิงยุทธศาสตร์ที่ทรงอิทธิพลอย่างยิ่งในปี ค.ศ. 1923 ในชื่อ The Iron Wall หรือกำแพงเหล็ก โดยจาโบตินสกีวิเคราะห์ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่มีชนพื้นเมืองกลุ่มใดในประวัติศาสตร์ที่จะยอมยกดินแดนของตนให้แก่ผู้เข้ามาตั้งถิ่นฐานใหม่โดยสมัครใจ ดังนั้น หนทางเดียวที่จะสถาปนารัฐยิวขึ้นมาได้สำเร็จ คือการสร้างกำแพงทหารที่แข็งแกร่งประดุจเหล็กกล้าที่ไม่มีผู้ใดสามารถเจาะทะลุได้ เพื่อบีบบังคับให้ชาวอาหรับต้องยอมรับความจริงและยอมจำนนในที่สุด แนวคิดกำแพงเหล็กนี้เองที่ได้กลายมาเป็นเสาหลักทางยุทธศาสตร์ทหารของอิสราเอลมาจนถึงปัจจุบัน
---
💣 ปฏิบัติการใต้ดินและโศกนาฏกรรมที่ถูกลบเลือน
เมื่ออุดมการณ์ถูกแปลงไปสู่การปฏิบัติ กลุ่มติดอาวุธเหล่านี้จึงเริ่มใช้มาตรการรุนแรงที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศอย่างรุนแรง ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ เหตุการณ์ระเบิดโรงแรม King David ในปี ค.ศ. 1946 โดยฝีมือของกลุ่มเออร์กัน ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 91 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการพลเรือนและผู้บริสุทธิ์
นอกจากนี้ยังมีปฏิบัติการลอบสังหารบุคคลสำคัญระดับนานาชาติ เช่น การลอบสังหาร ลอร์ด มอยน์ รัฐมนตรีผู้มีอำนาจเต็มของอังกฤษในตะวันออกกลาง และที่อื้อฉาวที่สุดคือการลอบสังหาร เคานต์ ฟลอเก เบอร์นาดอตต์ ผู้ไกล่เกลี่ยอย่างเป็นทางการจากองค์การสหประชาชาติในปี ค.ศ. 1948 เพียงเพราะเขาเสนอแนวทางสันติภาพที่อนุญาตให้ชาวผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์มีสิทธิเดินทางกลับสู่บ้านเกิดของตนเอง
ในมิติของการยึดครองพื้นที่ ยุทธการที่เรียกว่า Plan Dalet หรือแผนการดี ถือเป็นพิมพ์เขียวสำคัญในการกวาดล้างและขับไล่ประชากรท้องถิ่น ปฏิบัติการที่กลายเป็นตราบาปในประวัติศาสตร์คือ การสังหารหมู่ที่หมู่บ้านเดียร์ ยัสซิน (Deir Yassin) ซึ่งกลุ่มเออร์กันและเลฮีได้ร่วมมือกันเข้าเข่นฆ่าชาวบ้านที่ไม่มีอาวุธกว่าร้อยชีวิต รวมถึงสตรีและเด็ก การกระทำดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงแค่การยึดพื้นที่ แต่เป็นการจงใจสร้างสภาวะความหวาดกลัวอย่างรุนแรง เพื่อบีบบังคับให้ชาวปาเลสไตน์ในพื้นที่ข้างเคียงต้องละทิ้งบ้านเรือนและอพยพหนีตาย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรม Nakba หรือหายนะภัยครั้งใหญ่ของชาวปาเลสไตน์ที่ต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยอย่างไร้แผ่นดินกว่าเจ็ดแสนห้าหมื่นคน
---
🏛️ จากนักรบใต้ดินสู่ทำเนียบอำนาจรัฐ
ความย้อนแย้งที่น่าสนใจและทรงอิทธิพลต่อการเมืองอิสราเอลในยุคต่อมาคือ บรรดาแกนนำของกลุ่มติดอาวุธที่ครั้งหนึ่งเคยถูกขึ้นบัญชีดำว่าเป็นผู้ก่อการร้ายโดยรัฐบาลอังกฤษและประชาคมโลก กลับกลายมาเป็นผู้กุมบังเหียนและขับเคลื่อนประเทศในฐานะผู้นำระดับสูง
ดาวิด เบนกูเรียน ผู้นำกลุ่มฮากานา ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศ เมนาเฮม เบกิน ผู้นำกลุ่มเออร์กัน ผู้สั่งการระเบิดโรงแรมคิงเดวิด ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีและเป็นผู้ก่อตั้งพรรค Likud ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายขวาที่ทรงอิทธิพลที่สุดในปัจจุบัน และ ยิตชาค ชามีร์ อดีตผู้นำกลุ่มเลฮี ก็ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมาเช่นเดียวกัน
ปรากฏการณ์นี้สร้างความกังวลใจให้แก่นักคิดชาวยิวระดับโลกในขณะนั้นเป็นอย่างยิ่ง แม้กระทั่ง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ และ ฮันนาห์ อาเรนต์ นักปรัชญาการเมืองชื่อดัง ยังเคยร่วมกันลงนามในจดหมายเปิดผนึกถึงหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ในปี ค.ศ. 1948 เพื่อเตือนสติชาวโลกว่า พรรคการเมืองและผู้นำเหล่านี้มีแนวคิดและวิธีการทำงานที่ละม้ายคล้ายคลึงกับขบวนการฟาสซิสต์และนาซีในยุโรป ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องพึงระวังอย่างยิ่ง
---
🕊️ บทสะท้อนสู่อนาคตและบทสรุป
ในวันที่ 26 พฤษภาคม ค.ศ. 1948 กลุ่มฮากานา เออร์กัน และเลฮี ได้รับการบูรณาการและสถาปนาขึ้นเป็น กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) อย่างเป็นทางการ ประวัติศาสตร์อันนองเลือดในช่วงก่อตั้งถูกทำให้เจือจางลงและแทนที่ด้วยแคมเปญการประชาสัมพันธ์อันทันสมัยในยุคปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม การทำความเข้าใจรากเหง้าและอดีตที่ถูกลืมเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่การขุดคุ้ยประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราเข้าใจว่า เหตุใดความขัดแย้งในดินแดนแห่งนี้จึงยังคงดำเนินไปด้วยความรุนแรงและไร้ซึ่งทางออกที่เป็นรูปธรรม เพราะอุดมการณ์เรื่อง "กำแพงเหล็ก" และการใช้กำลังทหารเพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมือง ซึ่งถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ยุคใต้ดิน ยังคงไหลเวียนและทำหน้าที่เป็นเข็มทิศนำทางให้แก่ผู้นำทหารและนักการเมืองอิสราเอลในยุคปัจจุบันอย่างไม่เสื่อมคลาย สำหรับวันนี้เวลาของเราหมดลงแล้ว ขอขอบคุณทุกท่านสำหรับการติดตามรับฟัง แล้วพบกันใหม่ในตอนต่อไป สวัสดีครับ
Made with Axo
Turn any PDF, video, article or photo into a podcast, summary, quiz & more.